technology

Friday, September 09, 2005

น.ส.สถาพร ลพมณี
บทที่ 8
อินเทอร์เน็ต
แผนบริหารการสอนประจำบท 1. ชื่อบท อินเตอร์เน็ต2.หัวข้อเนื้อหาประจำบท
2.1 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
2.2 ความสำคัญของอินเทอร์เน็ต
2.3 ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต

2.4 การทำงานของอินเทอร์เน็ต
2.4.1 ลักษณะการทำงาน
2.5 การใช้งานอินเทอร์เน็ต
2.6 ข้อดีและข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต
2.7 อินเทอร์เน็ตทางการศึกษา
2.7.1 การใช้อินเตอร์เน็ตในการเรียนการสอน
2.8 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
2.8.1 ข้อดีและข้อจำกัด
2.9 อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทย
2.9.1 การใช้อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทย
2.10 เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย(Schoolnet t hailand)
3. วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาบทเรียนนี้จบแล้ว นักศึกษาควรมีความสามารถ ดังต่อไปนี้
3.1 บอกความหมาย ความสำคัญและความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตได้
3.2 อธิบายลักษณะการทำงาน การใช้งานและข้อดี-ข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ตได้
3.3 ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นข้อมูลทางการศึกษาและรับ-ส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้
3.4 บอกการใช้อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทยได้
3.5 อธิบายและใช้เครือคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนได้
4. รายละเอียดเนื้อหาประจำบท
เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ การบันทึก การประมวลผล การเสนอผล การสื่อสารข้อมูลและสารสนเทศกำลังมีบทบาทสำคัญในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่เป็นการติดต่อสื่อสารโดยผ่านข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันจากซีกโลกไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว ข่ายงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางทั่วโลกในขณะนี้คือ “อินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเพื่อการสืบค้น ติดต่อสื่อสารและแหล่งบริการหลายหลากหลายประเภทในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนี้
ความหมายของ “อินเทอร์เน็ต”
อินเทอร์เน็ตเป็นระบบการเชื่อมโยงข่ายงานคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ครอบคลุมไปทั่วโลกเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูล เช่น การบันทึกเข้าระยะไกล การถ่ายดอนแฟ้ม ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอภิปราบ เป็นต้น อินเทอร์เน็ตเป็นการเชื่อโยงข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ และได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อการเข้าถึงของแต่ละระบบที่มีส่วนร่วมอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต อาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ต คือ “ข่ายงานของข่ายงาน” ( network to networt ) เนื่องจากข่ายงานที่มีขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงข่ายงานทั้งหมดทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยอินเทอร์เน็ตตั้งอยู่ในไซเบอร์สเปซ ( cyberspace ) ซงเป็นจักรวาลหรือที่ว่างเสมือน ที่สร้างขึ้นโดยระบบคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าไปใช้เข้าไปอยู่ในไซเบอร์สเปซได้โดยใช้โมเด็มและติดต่อกับผู้ใช้คนอื่น ๆ ทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์ควบคุมการส่งผ่านตามมาตรฐานอินเตอร์เน็ต ( TCP/IP ) ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเตอร์เน็ต
ความสำคัญของอินเตอร์เน็ต
เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก เพื่อใช้ในการจัดเก็บ ประมวลผลและสืบค้นสารสนเทศด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่งในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศก็คือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ทันสมัย เช่น ดาวเทียมและเส้นใยแก้วนำแสง ที่ทำให้ได้สารสนเทศจากทั่วโลกในชั่วพริบตา อินเตอร์เน็ตจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้อินเตอร์เน้ตจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนเราให้ทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะอินเตอร์เน็ตจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา สารสนเทศที่นำเสนอในอินเตอร์เน็ตจะมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ เพื่อสนองความสนใจและความต้องการของผู้ใช้ในทุกกลุ่ม ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้สารสนเทศในระบบอินเตอร์เน็ตมีความสำคัญต่อบุคคลในทุกวงการและทุกสาขาอาชีพที่สามารถสืบค้นข้อมูลที่ตนเองสนใจได้ในทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปห้องสมุด แม้กระทั่งข่าวสารข้อมูลจากทั่วโลกก็สามารถอ่านได้ในอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกของหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าว ทั้งของไทยและต่างประเทศ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ CNN หรือของสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ของไทย เป็นต้น นอกจากนี้การสื่อสารระหว่างบุคคลก็สามารถรับส่งข่าวสารถึงกันได้ในลักษณะของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเสียเวลาส่งจดหมายและเสียค่าไปรษณียากร โดยที่ข่าวสารที่ส่งไปนั้นจะถึงผู้รับในทันทีหรือถ้าต้องการสนทนาโต้ตอบกันในทันทีก็ทำได้เช่นกัน โดยการพิมพ์ข้อความหรือโต้ตอบกันไปมาโดยไม่ต้องเสียเวลา
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบันเป็นอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในธุรกิจ บันเทิงหรือการศึกษา ต่างก็ได้รับประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตด้วยกันทั้งสิ้น อินเทอร์เน็ตทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่มีความหมายและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่ง
ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นข่ายงานที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา มีโครงการที่เชื่อมโยงศูนย์คอมพิวเตอร์ทั่วประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
โดยต้องการให้มีข่ายงานที่มั่นคงแข็งแกร่งถึงแม้จะถูกทำลายด้วยระเบิดหรือการรบกวนอื่น ๆ ก็ยังสามารถทำงานได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้งระบบข่ายงานชื่อ “อาร์พาเน็ต” ( ARPANet ) ขึ้นภายใต้การรับผิดชอบของหน่วยงาน โครงการวิจัยก้าวหน้า หรือเรียกกันย่อ ๆ ว่า “อาร์พา ” ( Advanced Research Project Agency : ARPA ) อาร์พาเน็ตใช้รูปแบบการทำงานของโครงข่ายใยแมงมุโดยที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามรถส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องได้หลาย ๆ เส้นทาง ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์บางเครื่องในข่ายงานถูกทำลายหรือขัดข้องก้ตามแต่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก้ยังสามรถติดต่อสื่อสารกันได้โดยผ่านเส้นทางอื่นที่ยังใช้งานได้ดี นอกจากนี้อาร์พาเน็ตยังถูกใช้เป็นที่ทดลองสำหรบพัฒนาการของเกณฑ์วิธีควบคุมการส่งผ่านตามมาตรฐานอินเตอร์เน็ต ( Teansmission Contrpl Protocol / lnternet Protocol : TCP/IP ) ด้วยเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องติดต่อกันได้โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ทำให้อินเตอร์เน็ตใช้ร่วมกันได้เป็นผลสำเร็จ จุดประสงค์ใหญ่ของอาร์พาเน็ต ก็คือการเพิ่มศักยภาพทางการทหารและความสามารถในการควบคุมการสื่อสารด้วยอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียมด้วย
การทดลองในข่ายงานของอาร์พาเน็ตได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงทำให้หน่วยงานอื่นของรัฐบาลรวมถึงสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ต้องการที่จะเชื่อมโยงกับข่ายงานนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นวิธีทางที่มีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกนเพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าวิจัยในขณะที่อาร์พาเน็ตกำลังเติบโตอยู่นั้น ก็ได้มีการจัดตั้งข่ายงาบริเวณเฉพาะที่ ( LAN ) ขึ้นทั่วประเทศ โดยผู้บริหารข่ายงานเหล่านั้นได้เชื่อมโยงข่ายงานของตนเข้ากับข่ายงานต่างๆ เพื่อให้เป้นขายงานที่ใหญ่ขึ้นและได้นำเกณฑ์วิธีการทำงานของอินเตอร์เน็ตที่อาร์พาเน็ตได้คิดค้นขึ้น มาใช้เป็นภาษาเดียวกันในการทำงานเพื่อให้ข่ายงานเหล่านี้สามารถติดต่อซึ่งกันและกันได้
ในปี พ.ศ. 2523 หน่วยงานอาร์พาซึ่งดูแลอาร์พาเน็ต ได้ปรบปรุงหน่วยงานและปรับชื่อใหม่ว่า “หน่วยงานโครงการวิจัยก้าวหน้าด้านการป้องกัน” หรือ “ดาร์พา “ ( Defemse A dvamced Research Project Agency : DARPA ) ซึ่งในขณะนั้นมีวิทยาลัยเพียง 20 แห่งที่เชื่อมโยงเข้ากับอาร์พาเน็ตแต่ก็ยังมีหน่วยงานและมหาวิทยาลัยอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการเชื่อมโยงด้วย แต่ต้องประสบกับอุปสรรคที่สำคัญเนื่องจากดาร์พามีจำนวนจำกัดทางด้านเงินทุน จึงทำให้ไม่สามรถให้การสนบสนุนหน่วยงานอื่นได้นอกจากหน่วยงานที่การวิจัยด้านการทหารกับดาร์พาเท่านั้น จึงเกิดการจัดตั้งข่ายงานเพื่อวิจัยอีกหลายแห่ง เช่น บิตเน็ต ( BITNET ) ยูสเน็ต ( UseNet ) และฟิโดเน็ต ( FidoNet ) เป็นต้น ขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงข่าย
ในปลายปี พ.ศ. 2526 อาร์พาเน็ถูกแบ่งเป็น 2 หน่วยงาน คือ อาร์พาเน็ตเดิมที่เป็นข่ายงานด้านค้นคว้าวิจัยและพัฒนา กับ “มิลเน็ต” ( MilNet ) ซึ่งเป็นข่ายงานด้านการทหารที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง ในช่วงปี พ.ศ. 252-252 (ทศวรรษ 1980s ) มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ( เอ็นเอสเอฟ ) ( National Science Foundation : NFS ) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้จัดตั้งโครงข่ายแกนหลักที่ทำงานได้เร็วกว่าเดิมขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใหม่ 5 แห่ง โดยใช้เกณฑ์วิธีควบคุการส่งผ่านตามมาตรฐานอินเทอร์เน็ต เพื่อเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยใช้ชื่อว่า “ เอ็นเอสเอฟเน็ต “ ( NSFNet ) และเมื่อเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ามาขึ้นอาร์พาเน็ตจึงเป็นข่ายงานที่มีสมรรถนะไม่เพียงพอที่จะเป็นโครงข่ายหลักของอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป ดาร์พาจึงเลิกใช้อาร์พาเน็ตในเดือนมีนาคม พ.ศ.2533 และใช้เอ็นเอสเอฟเน็ตเป็นโครงข่ายหลักของอินเทอร์เน็ต ความเจริญเติบโตของอินเทอร์เน็ตได้เริ่มขยายตัวออกไปในระดับนานาชาติ โดยการให้ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าเชื่อมโยงกับข่ายงานนี้
อินเทอร์เน็ตได้เริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงประมาณ พ.ศ. 2533-2534 (ต้นศตวรรษ 1990s) เหตุผลหนึ่งก็คือ มีการค้นคว้าเครื่องมือช่วยในการทำงาน เช่น โกเฟอร์และอาร์คี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2534 ที่ห้องปฏิบัติการยุโรปสำหรับฟิสิกส์อนุภาค ( เซิร์น ) ( European Laboratry for Particle Physics : CERN ) ได้นำเวิลด์ไวด์เว็บออกมาใช้ และในปี พ.ศ. 2536 ได้มีผู้คิดค้นโปรแกรมมอเซอิก (Mosaic) ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับค้นดูเว็บในลักษณะของกราฟิก และโปรแกรมอื่น ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต เอ็กซพรอเลอร์ ( Internet Explorer ) และเน็ตสเคป นาวิเกเตอร์ ( Netscape Navigator ) ขึ้น จึงทำให้อินเทอร์เน็ตมีผู้นิยมใช้เพิ่มากขึ้นอีกหลายล้านคนทั่วโลกในปัจจุบันนี้
การทำงานของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นข่ายงานที่ปรกอบด้วยสายโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สลับสวิตซ์ การทำงานของอินเทอร์เน็ตจะอยู่ในลักษณะของข่ายงานสวิตซ์กลุ่มข้อมูล โดยคอพิวเตอร์เป็นเครื่องส่งจะแบ่งแยกข้อความออกเป็นหน่วยตามขนาดและจำนวนที่เหมาะสม เรียกว่า “ กลุ่มข้อมูล “ ( packet ) ซึ่งแต่ละกลุ่มข้อมูลจะบรรจุเลขที่อยู่ของคอมพิวเตอร์ปลายทางไว้ด้วย กลุ่มข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งเข้า ไปในข่ายงานและถูกสกัดก้นโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ เราเทอรส์ “ ( routers ) ที่จะทำการอ่านเลขที่อยู่ปลายทางของแต่ละกลุ่มข้อูลเพื่อที่จะส่งไปตามทิศทางที่ถูกต้องและเมื่อกลุ่มข้อมูลเหล่านั้นเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องรับก็จะรวบรวมกลุ่มข้อมูลเหล่านั้นเรียงตามลำดับจากนั้นจะส่งข้อความที่ได้รับนั้นไปยังโปรแกรมที่เหมาะสม ข่ายงานแบบสวิตซ์กลุ่มข้อมูลเป็นข่ายงานที่มีความเชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูง อินเทอร์เน็ตเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเชิงตัวเลข ส่วนของข้อมูลอาจเดินทางผ่านคอมพิวเตอร์และสายโทรศัพท์ที่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่งหรือที่เป้นของบริษัทต่างๆ มากมายหลายร้อยบริษัทก็ได้ จึงกล่าวได้ว่า “ ไมี่ผู้ใดเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต “
พื้นฐานที่ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตสามารถทำงานได้ ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถติดต่อถึงกันได้ คือการทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นรู้จักภาษาเดียวกัน ตามปกติแล้วในคอมพิวเตอร์อาจใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้างระบบของเครื่อง แต่ภายนอกแล้วคอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถแปลสิ่งที่เรียกว่า “ เกณฑ์วิธีการควบคุมการส่งผ่านตามมาตรฐานอินเทอร์เน็ต “ (Transmission Control Protocol / Internet Protocol : TCP/IP ) ได้เหมือน ๆ กัน มาตรฐานการสื่อสารเดียวกันนี้จะช่วยให้คอพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อถึงกันในอินเทอร์เน็ตสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยปฏิบัติตามวิธีหรือข้อตกลงที่กำหนดวิธีการสื่อสารถึงกันได้
ลักษณะการทำงาน
การทำงานในอินเทอร์เน็ตแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ
1. แบบประสานเวลา ( synchronous ) เป็นการทำงานที่ผู้ใช้สามารถติดต่อถึงกันได้ในเวลาพร้อม ๆ กัน โดยที่ผู้ใช้แต่ละฝ่ายจะนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น การสนทนาในข่ายงาน ( Intermet Relay Chat ) เป็นต้น
2. แบบไม่ประสานงาน (asyhronous ) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้ใช้ไจำเป็นต้องน่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกัน แต่สามารถส่งข้อมูลไปเก็บไว้ในเครื่องก่อนได้ เพื่อที่ผู้รับจะเรียกดูข้อมูลนั้นได้ภายหลัง เช่นบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มข่าว การถ่ายโอนแฟ้มหรือการค้นดูเว็บเพจต่าง ๆ เป็นต้น
การใช้งานอินเทอร์เน็ต
เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในกาทำงานได้มากมายหลากหลายประเภทดังนี้
1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Maill : E - Maill ) หรือที่เรียกสั้นๆ “อีเมล์ “ เป็นการรับส่งข้อความผ่านข่ายงานคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถส่งข้อความจากข่ายงานที่ตนใช้อยู่ไปยังผู้รับอื่น ๆ ในข่ายงานเดียวกันหรือข้ามข่ายงานอื่นในอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลกในทันที นอกจากข้อความที่เป็นตัวอักษรแล้ว ยังสามารถส่งแฟ้มภาพและเสียงร่วมไปได้ เพื่อให้ผู้รับได้อ่านทั้งตัวอักษร ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งเสียงพูดหรือเสียงเพลงประกอบด้วย
2. การถ่ายโอนแฟ้ม ( File Transfer Protocol : FTP ) เป็นการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลประเภทต่าง ๆ เช่น แฟ้มข่าว แฟ้มภาพ แฟ้มเสียงจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นบรรจุ ( download) ไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา หรือจะเป็นภาพบรรจุขึ้น (upload ) ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของเราส่งไปที่เตรื่องบริการแฟ้มเพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้เช่นกัน
3. การเข้าใช้จากระบบระยะไกล โปรแกรมที่ใช้ในอินเทอร์เน็ตเพื่อการขอเข้าใช้ระบบจากระยะไกลโปรแกรมหนึ่งที่รู้จักกนดี คือ เทลเน็ต ( Telnet ) การใช้เทลเน็ตจเป็นการให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรหรือขอใช้บริการจากคอมพิวเตอร์อื่น และให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำหน้าที่ประมวลผลโดยผู้ใช้ป้อนคำส่งผ่านคอมพิวเตอร์ของตน จากนั้นจึงส่งผลลัพธ์กลับมาแสดงบนจอภาพ นอกจานี้ เราเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ยังสามารถใช้เทลเน็ตติดต่อายังคอมพิวเตอร์ที่เราเป็นสมาชิกอยู่เพื่อตรวจดูว่ามีอีเมลส่งาถึงเราหรือไม่ หรือถ้าต้องการส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ก็สามารถส่งไปได้เช่นกัน
4. การค้นการแฟ้ม เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นระบบขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก โดยมีแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ มากมายหลายล้านแฟ้มบรรจุอยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นใช้งานได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีระบบหรือโปรแกรมเพื่อช่วยในการค้นหารแฟ้อย่างสะดวกรวดเร็ว โปรแกรมที่นิยมใช้กันโปรแกรมหนึ่ง ได้แก่ อาร์คี ( Archie) ที่ช่วยในการค้นหาที่เราทราบชื่อแต่ไทราบว่าแฟ้มนั้นอยู่ในเครื่องบริการใดในอินเทอร์เน็ต โปรแกรมนี้จะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ในฐานข้อมูลที่ต้องการนั้นลงไป อาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลและแสดงชื่อแฟ้มพร้อมรายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นให้ทราบ เมื่อทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็สามารถใช้เอฟพีทีเพื่อถ่ายโอนแฟ้ข้อมูลมาบรรจุลงในคอมพิวเตอร์ของเราได้
5. การค้นหาข้อมูลด้วยระบบเมนู เป็นการใช้ในระบบยูนิกซ์ โดยใช้โปรแกรมโกเฟอร์ ( Gopher ) เพื่อค้นหาข้อมูลและขอใช้บริการด้วยระบบข้อมูล โกเฟอร์เป็นโปแกรมที่มีรายการเลือกเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ในการค้นหาแฟ้มข้อมูล ความหมาย และทรัพยากรอื่นๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่ระบุไว้ การใช้โกเฟอร์จะไม่เหมือนกับการถ่ายโอนแฟ้ม ( FTP ) แลอาร์คี ( Archie ) เนื่องจากผุ้ใช้โกเฟอร์ไม่จำเป็นต้องทราบและใช้รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงอยู่กับอินเทอร์เน็ต สารบบหรือชื่อแฟ้มข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น เราเพียงแต่เลือกอ่านรายการแล้วเลือกโดยกดแป้น Enter เท่านั้น เมื่อพบสิ่งที่น่าสนใจ ในการใช้นี้เราจะเห็นรายการเลือกต่าง ๆ พร้อมด้วยสิ่งที่ให้เลือกใช้ากขึ้นจนกระทั่งเลือกสิ่งที่ต้องการที่มีข้อมูลแสดงขึ้นมา และสามารถอ่านข้อมูลหรือเก็บบันทึกข้อมูลนั้นไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราได้
6. กลุ่มอภิปรายหรือกลุ่มข่าว ( Newsgroup ) เป็นการรวมกลุ่มของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเพื่อส่งข่าวหรืออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห้นในเรื่องที่สนใจนั้นเช่นเรื่อ ของดาวอังคาร เพลงของเอลวิส เป็นต้น ผู้ร่วมอยูในกลุ่มอภิปรายจะส่งข้อความไปยังกลุ่มและผู้อ่านภายในกลุ่มจะมีการอภิปรายส่งข้อความกลับมายังผู้ส่งโดยตรงหรือส่งเข้าไปในกลุ่มเพื่อให้ผู้อ่านด้วยได้ การอยู่ร่วมในกลุ่มอภิปรายจะมีประโยชน์ากเนื่องจากสามรถได้ข้อมูลในเรื่องนั้นๆ จากบุคคลต่างๆ ที่หลากหลายความคิกเห็น สามารถนำไปใช้ในการค้นคว้า วิจัย หรือเพื่อความสนุกเพลิดเพลินก็ได้ กลุ่มอภิปรายนี้จะอยู่ในกระดานข่าว ( bulletin board ) หรือยูสเน็ต ( UseNet ) ก็ได้
7. บริการสารสนเทศบริเวณกว้าง ( Wide Area Information Server : WAIS ) เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมีฐานข้อมูลกระจะดกระจายอยู่หลายแห่งทั่วโลก ทำให้ไม่สะดวกในการค้นหาแยกมาตรฐานข้อมูล จึงต้องมีการใช้เวสเพื่อเชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลที่อยู่ในข่ายงานอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกั เมื่อมีการใช้เวสในการค้นหาข้อมูลจะทำให้ผู้ใช้เห็นเสมือนว่าฐานข้อมูลเพียงฐานเดียว จึงทำให้สะดวกในการค้นหา
8. การสนทนาในข่ายงาน ( Internet Relay Chat : IRC ) เป็นการที่ผู้ใช้ฝ่ายหนึ่งสนทนากับผู้ใช้อื่นฝ่ายหนึ่งโดยมีการโต้ตอบกันทันทีด้วยการพิมพ์ข้อความหรือใช้เสียง โดยอาจสนทนาเป็นกลุ่มหรือระหว่างบุคคลเพียง 2 คนได้ การสนทนาในรูปแบบนี้นิยมใช้มาก เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุยกันทันทีในเวลาจริงจึงทำให้ไม่ต้องรอคำตอบเหมือนกับการส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
9. สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Publisher ) หนังสือพิมพ์ วารสารและนิตยสาร เช่น ( TIME, ELLE ) จะมีการบรรจุเนื้อหาและภาพที่ลงพิมพ์ในสิ่งพิมพ์เหล่านั้นลงในเว็บไซด์ของตน เพื่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ เช่นเดียวกับการการอ่านสิ่งพิมพ์เป็นเล่มโดยบรรจุลงอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วย สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เรียกสั้น ๆ ว่า “ e-magazine” และ “ e-journal”เป็นต้น
10. สมุดรายชื่อ เป็นการตรวจหาชื่อและที่อยู่ของผู้ที่เราต้องการจะติดต่อด้วยในอินเทอร์เน็ตโปรแกรมในการค้นหาที่นิยมใช้กัน ได้แก่ Finger และ Whois การใช้ Finger จะช่วยในการค้นหาชื่อบัญชีผู้ใช้หรือชื่อจริง รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นหรือสถานะของผู้นั้นและยังใช้ในการตรวจสอบว่าผู้นั้นกำลังใช้งานอยู่ในระบบหรือไม่ ส่วน Whois เป็นสมุดรายชื่อผู้ใช้ที่ใช้ในการหาที่ตั้งของเลขที่อยู่ในไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และหายเลขโทรศัพท์ รวมถึงสารสนเทศอื่นๆ ของบุคคลผู้นั้นด้วย
11. เวิลด์ไวด์เว็บ ( World Wide Web : WWW ) หรือที่เรียกสั้น ๆ กันว่า “ เว็บ “ เป็นการสืบค้นสารสนเทศที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตในระบบข้อความหลายมิติ ( hypetext ) โดยการคลิกที่จุดเชื่อมโยง เพื่อนำเสนอหน้าเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สารสนเทศที่เสนอจะมีรูปแบบทั้งในลักษณะของตัวอักษรภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง นอกจากเวิลด์ไวด์เว็บยังรวมการใช้งานอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเอาไว้ด้วย เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายโอนแฟ้ม กลุ่มอภิปราย การค้นหาแฟ้ม เป็นต้น การเข้าสู้ระบบเวิลด์ไวด์เว็บ จะต้องใช้โปรแกรมการทำงาน โปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ได้แก่ เน็ตสเคป นาวิเตอร์ (Netscape Navigator )อินเทอร์เน็ต เอ็กซพรอเลอร์ ( Internet Explorer ) และมอเซอิก (Mosaic) โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยให้การใช้เวิด์ไวด์เว็บในอินเทอร์เน็ตเป็นไปอย่างสะดวกสบายและใช้ในการค้นหาข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบในลักษณะของสื่อหลายมิติ
ข้อดีแลข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการสื่อสารสานสนเทศที่มีทั้งข้อดีซึ่งเป็นประโยชน์และข้อจำกัดบางประการ ดังนี้
ข้อดี
1. ค้นคว้าข้อมูลในลักษณะต่างๆ เช่น งานวิจัย บทความในหนังสือพิมพ์ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้จากแหล่งข้อมูลทั่วโลก เช่น ห้องสมุด สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการเดินทาง และยังสามารถสืบค้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
2. ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วจากการรายงานข่าวของสำนักข่าวที่มีเว็บไซต์อยู่ รวมถึงการพยากรณ์อากาศของเมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ล่วงหน้าด้วย
3. รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียค่าไปรษณียากรถึงแม้จะเป็นการส่งข้อความไปต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเหมือนการส่งจดหมาย การส่งไปรษณ์อิเล็กทรกนิกส์นี้นอกจากจะส่งข้อความที่เป็นตัวอักษรแบบจดหมายธรรมดาแล้ว ยังสามารถส่งแฟ้มภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้พร้อมกันได้ด้วย
4. สนทนากับผู้อื่นที่อยู่ห่างไกลได้ทั้งในลักษณะการพิมพ์ข้อความและเสียงร่วมกลุ่มอภิปรายหรือกลุ่ข่าวเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือพูดคุยถกปัญหากับผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เป็นการขยายวิสัยทัศน์ในเรื่องที่สนใจ
5. อ่านบทความเรื่องราวที่ลงในนิตยสารหรือวารสารต่าง ๆ ได้ฟรี โดยมีทั้งข้อความและภาพประกอบด้วย
6. ถ่ายโอนแฟ้มข้อความ ภาพ และเสียงจากที่อื่นๆ รวมถึงการถ่ายโอนโปรแกรมต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ที่ยอมให้ผู้ใช้บรรจุโปรแกรมได้โดยไม่คิดมูลค่า
7. ตรวจดูราคาสินค้าและสั่งซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปห้างสรรพสินค้าแข่งขันเกมกับผู้อื่นได้ทั่วโลก
8. ติดประกาศข้อความที่ต้องการให้ผู้อื่นทราบได้อย่างทั่วถึง
9. ให้เสรีภาพในการสื่อสารในทุกรูปแบบแก่บุคคลทุกคน

ข้อจำกัด
1. อินเทอร์เน็ตเป็นข่ายงานขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนจึงสามารถสร้างเว็บไซต์หรือติดประกาศข้อความได้ทุกเรื่อง บางครั้งข้อความนั้นจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการรับรอง เช่น ข้อมูลด้านการแพทย์หรือผลการทดลองต่างๆ จึงเป็นวิจารณญาญของผู้อ่านที่จะต้องไตร่ตรองข้อความที่อ่านนั้นด้วยว่าควรจะเชื่อถือได้หรือไม่
2. อินเทอร์เน็ตมีโปรแกรมและเครื่องมือในการทำงานมากายหลายอย่าง เช่น การใช้เทลเน็ตเพื่อติดต่อระยะไกลหรือการใช้โกเฟอร์เพื่อสืบค้นข้อมูล ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องศึกษาการใช้งานเสียก่อนจึงสามารถใช้งานไดเอย่างีประสิทธิภาพ
3. นักเรียนและเยาวชนอาจติดต่อเข้าไปในเว็บไซด์ที่ไม่เป็นประโยชน์หรืออาจยั่วยุอารมณ์ทำให้เป็นอันตรายต่อตัวเองและสังคมได้
อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา
เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาได้หลายรูปแบบ ได้แก่
1. การค้นคว้า เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นข่ายงานที่รวมข่ายงานต่าง ๆ ากายเข้าไว้ด้วยกันจึงสามารถสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกได้ เพื่อค้นคว้าวิจัยในเรื่องสนใจทุกสาขาวิชาเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนและการวิจัย การสืบค้นแหล่งข้อมูลนี้สามารถทำได้ โดยใช้โปรแกรมในการช่วยค้นหา เช่น อาร์คี โกเฟอร์ และโปรแกรมในเวิลด์ไวด์เว็บ เช่น ไลคอส ( Lycos ) และเว็บครอเลอร์( Web Crawler ) เป็นต้น เพื่อค้นหาข้อมูลที่อยู่ในแม่ข่ายทั่วโลกที่ต้องการได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อเข้าสู่แม่ข่ายของห้องสมุดต่าง ๆ เพื่อค้นหารายชื่อและขอยืมหนังสือที่ต้องการได้เช่นกัน
2. การเรียนและติดต่อสื่อสาร ผู้สอนแลผู้เรียนสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนและติดต่อสื่อสารกนได้โดยที่ผู้สอนจเสนอเนื้อหาบทเรียนโดยใช้ไปรษณีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ผู้เรียนเปิดอ่านเรื่องราวและภาพประกอบที่เสนอในแต่ละบทเรียน หรือการเสนอบทเรียนในลักษณะของการสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (CAI) ไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้การเชื่อมโยงการเรียนรู้ในลักษณะสื่อหลายมิติได้ เมื่ออ่านบทเรียนแล้วผู้เรียนจะถามคำถามที่ตนยังข้องใจและทำงานตามที่กำหนดไว้แล้วส่งกลับไปยังผู้สอนได้ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้กลุ่มผู้เรียนด้วยกันเองยังสามารถติดต่อสื่อสารกันเพื่อทบทวนบทเรียนหรืออภิปรายเนื้อหาเรื่องราวที่เรียนไปแล้วได้โดยผ่านทางกลุ่มสนทนา กลุ่มอภิปรายและไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการติดต่อกบผู้เรียนในสถาบันอื่นโดยผ่านทางกระดานข่าวและยูสเน็ตก็ได้เช่นกัน
3. การศึกษาทางไกล การใช้อินเทอร์เน็ตในการศึกษาทางไกล สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบ “ ห้องเรียนเสมือน “ โดยบรรจุเนื้อหาบทเรียนที่ใช้สอนลงในเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเสมือนเรียนอยู่ในห้องเรียน อีกลกษณะหนึ่งจะเป็นการส่งการสอนจากห้องเรียนหรือห้องส่งในสถาบันการศึกษาหนึ่งไปยังห้องึกษาอื่นๆ ทั้งภายในสถานศึกษาเดียวกันหรือในสถานศึกษาต่างๆรอบโลกเพื่อให้สามารถเรียนได้พร้อมกัน ผุ้สอนจะทำการสอนสดด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้เรียนได้เรียนจากผู้สอนคนเดียวกันเสมือนนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนจริง ซึ่งการสอนในลักษณะนี้ต้องมีการนัดหายผู้เรียนทั้งหมดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้เรียนลงบันทึกเปิดเข้าเรียนได้พร้อมกนทั้งหมด หรืออีกรูปแบบหนึ่งจะใช้ในลักษณะ “ มหาวิทยาลัยเสมือน “ โดยการให้ผู้เรียนลงทะเบียนเรียนกับสถาบันศึกษาที่มีการสอนในรูปแบบนี้ และทำการเรียนและสื่อสารกับผู้สอนผ่านทางอินเทอร์เน็ต หากเป็นการใช้นอกระบบโรงเรียน จะเป็นการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเรียนจากคอร์สของเว็บไซต์ต่างๆ ที่เปิดสอนโดยมีการลงทะเบียนเรียนแต่ไม่ต้องเสียค่าเรียน เป็นการเพิ่มพูนความรู้ในแขนงวิชาที่ตนสนใจ
4. การเรียนการสอนอินเทอร์เน็ต เป็นการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถใช้โปรแกรมต่างๆ เพ่อทำงานในอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้เทลเน็ตเพื่อการขอเข้าใช้ระบบจากระยะไกล การค้นหาแฟ้มโดยใช้อาร์คีและการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเพื่อทำรายงายและวิจัย รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ในการเรียนด้วย
5. การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับโดรงเรียนและมหาวิทยาลัย เช่น การจัดตั้งโครงการร่วมระหว่างสถาบันการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการสอนในวิชาต่างๆ ร่วมกัน หรือการให้โรงเรียนต่างๆ สร้างเว็บไซต์ของตนขึ้นมาเพื่อสนองสารสนเทศแก่ผู้สอนแลผู้เรียนในโรงเรียนนั้นและเชื่อมต่อเข้ากับข่ายงานทั่วโดลกด้วยโดยเรียกว่า “ โรงเรียนบนเว็บ “ (Schools on the Web) ในเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนนี้ ปรธานาธิบดี คลินตน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้โรงเรียนมัธยมทุกแห่งในสหรัฐอเมริกาต้องเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตภายในปี พ.ศ. 2543 และในปีเดียวนี้เด็กตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทุกคน (รุ่ง แก้วแดง. 2541:2 )


การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน
จากรูปแบบต่างๆ ที่กล่าวว่าแล้ว จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาได้ในหลายลักษณะ เช่น การสืบค้นข้อมูลจากห้องสมุดและแหล่งความรู้ทั่วโลก การร่วมอภิปรายในกลุ่มที่มีความสนใจในความรู้เรื่องเดียวกัน การเผยแพร่ผลงานวิจัยบนกระดารข่าว การประชาสัมพันธ์โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเว็บไซต์และการใช้ภายในสถานศึกษาในลักษณะอินทราเน็ต นอกจากการใช้อย่างกว้างๆ แล้วเรายงสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการสอนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจเป็นการใช้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติหรือใช้ในการศึกษาทางไกลทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนเพื่อเป็นการขยายโอกาสให้แก่ผู้เรียนทั่วโลกในรูปแบบดังนี้
1. การใช้เรียนปกติเป็นการใช้เสริมจากการสอนโดยการทบทวนจากเว็บไซต์ที่ผู้สอนสร้างขึ้นสำหรับวิชานั้น หรือผู้สอนอาจสั่งงานให้มีการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ การส่งการบ้านทางอีเมล การพูดคุยและปรึกษาระหว่างผู้เรียนในห้องสนทนา (cyber chat room ) เป็นต้น
2. มหาวิทยาลัยเสมือน ( Virtual University ) เป็นการที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่มีการพบกันในห้องเรียนจริง ผู้เรียนจะเรียนเนื้อหาบทเรียนจากเว้บไซต์ที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดไว้ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลในเว็บไซต์ ห้องสมุดหรือแหล่งความรู้ต่างๆ ปรึกษาหรือถามข้อข้องใจกับผู้สอนหรือระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองด้วยอีเมลหรือห้องสนทนา ส่งการบ้านด้วยอีเลหรืโทรสาร การศึกษาลักษณะนี้จะทำให้สถาบันการศึกาานั้นได้ชื่อว่าเป็น “ มหาวิทยาลัยเสมือน “ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อผู้เรียนลงทะเบียนเรียนกับสถาบันการศึกษาแห่งนั้นแล้วจะไม่มีการเรียนในมหาวิทยาลัยจริงเหมืนการเรียนในรูปแบบปกติ แต่จะเรียนและค้นคว้าด้วยตนเองด้วยคอมพิวเตอร์ด้วยการเปิดเข้าเรียนในเนื้อหาวิชาและทำงานส่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยจะเรียนอยู่ที่บ้านที่ทำงานหรือสถานที่อื่นใดในเวลาที่สะดวกไม่ต้องเดินทางไปเรียนในสถาบันจริง เช่น มหาวิทยาลัยอทาบาสคา ( Athabasca University ) ในแคนาดา นอกจากนี้มหาวิทยาลัยทั่วไปที่เปิดสอนนักศึกษาในภาคปกติก็อาจเพิ่มการสอนลักษณะมหาวิทยาลัยเสือนนี้ได้เช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาเรียนยังสถานศึกษาได้สามารถเรียนจากที่บ้านตามความสะดวกของตน เช่นที่ มหาวิทยาลัยแหง่แคลิฟอร์เนีย,ลอสแอนเจลิส ( University of California at LosAngeles ) และมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ( Ohio Unversity ) คำว่า “ มหาวิทยาลัยเสมือน “ ในภาษาอังกฤษจะใช้ว่า “ Virtual Aacademy “ ได้อีกคำหนึ่งด้วย
ห้องเรียนเสมือน ( Virtual Classroom ) เป็นการสอนโดยผู้สอนผ่านคอมพิวเตอร์จากห้องเรียนหรือห้องส่งในสถานศึกษาหนึ่งไปยังห้องเรียนอื่นๆ ทั้งภาในสถานศึกษาเดียวกันในสถานศึกษาต่างๆ รอบโดยเพื่อให้ห้องเรียนได้พร้อมกัน กรศึกษาทางไกลในลักษณะนี้จะต้องมีการนัดเวลาในการเรียนกันก่อนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้เรียนมาอยู่พร้อมกัน มักใช้การประชุมทางไกลโดยวิดีทัศน์ประกอบด้วย การเรียนระบบนี้นอกจากจะมีเครื่องคอพิวเตอร์แล้วยังต้องมีอุปกรณ์และวัสดุอื่นๆ ประกอบด้วย ได้แก่ กล้องวิดีทัศน์ ไมโครโฟน ลำโพง และซอฟต์แวร์โปรแกรมในการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงของผู้สอน ผู้เรียนสามารถรับภาพและเสียงของผู้สอนได้จากจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ ในกรณีที่ห้องเรียนมีกล้องวิดีทัศน์ตั้งอยู่ด้วย จะทำให้ผู้เรียนสามารถถามคำถามส่งกลับไปยังผู้สอนได้ทันทีผ่านทางไโครโฟน โดยที่ผู้สอนสามารถเห็นภาพและได้ยินเสียงของผู้เรียนด้วย แต่ถ้าเป็นห้องเรียนที่ไม่มีกล้องวิดีทัศน์ติดตั้งอยู่ ผู้เรียนจะสามารถถามคำถามไปยังสอนผู้สอนได้โดยการใช้โทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกสื การสอนในลักษณะนี้ต้องมีการนัดหมายผู้เรียนทั้งหมดไว้ล่วงหน้าเพื่อผู้เรียนเข้ารู้เรียนได้พร้อมกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การสอนระหว่างสถาบันเรนซีแลร์ โพลีเทคนิก ( Rensselaer Polytechnic Institute ) แห่งสหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยซิติ ( City Universiy ) ในฮ่องกง นอกจากการเรียนในลักษณะการสอนสดแล้ว การเรียนในรูปแบบห้องเรียนเสมือนยังมีการใช้ในลักษณะของการใส่เนื้อหาความรู้แต่ละเรื่องลงในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้เรียนหรือสนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่เป็นหลักสูตรของสถาบันการศึกษา ตัวอย่างเช่น ที่เว็บไซต์ http://www.ala.org/ICONN/onlineco.html ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสมาคมห้องสมุดอเมริกันที่จัดให้มีคอร์สลอนฟรีเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตนักเรียนครูและบุคลากรห้องสมุดและเว็บไซต์
http://www.barnesandnobleuniversity.com ที่เป็นเว็บไซต์ของร้านหนังสือ Barner &Noble ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่จัดให้มคอร์สสอนวิชาต่างๆ เช่น ศิลปะ สุขภาพ บันเทิง ธุรกิจ เทคโนโลยี โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถลงทะเบียนเรียนในคอร์สที่ตนสนใจได้ฟรี การสอนจะมีทั้งการให้เนื้อหาความรู้อย่างระเอียดในแต่ละสัปดาห์ รวมถึงการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนผ่านทางกระดานข่าวและห้องสนทนาด้วย
จากลักษณะต่างๆ ของการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาที่กล่าวมาแล้ว ในเอกสารเล่มนี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่ใช้กันมากทางการศึกษามากล่าวถึงโดยละเอียด ใน 2 รูปแบบ คือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และเวิลด์ไวด์เว็บ โดยในบทนี้จะกล่าวถึงเพียงไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเวิลด์ไวเว็บจะแยกอยู่ในบทที่ 9 เว็บเพื่อการศึกษา
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic-Mail )หรือที่มักกับย่อๆ ว่า “อีเมล” ( E-Mail ) เป็นการใช้ระบบข่ายงานคอมพิวเตอร์เพื่อการรับ – ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยที่ผู้ส่งและรับจะต้องเป็นสมาชิกของศูนย์ข้อมูลอีเมลที่ต้องการใช้ และทั้งสองฝ่ายต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดโมเด็มเพื่อติดต่อเข้าศูนย์ข้อมูลนั้น เมื่อมีการส่งข่าวสาร ผู้ส่งจะส่งข้อความที่เป็นได้ทั้งตัวอักษร ภาพกราฟิกและเสียงผ่านทางโมเด็มส่งเข้าศูนย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลของระบบอีเมลที่ตนใช้อยู่เพื่อส่งต่อไปยังผู้รับ ทางฝ่ายผู้รับอาจจะเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนไว้ตลอกเวลา เพื่อรับข่าวสารโดยไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในที่นั้นก็ได้ เมื่อมีข่าวสารส่งเข้าคอมพิวเตอร์จะแจ้งว่ามีอีเมลส่งเข้ามาโดยอาจเป็นเสียงพูด เสียงเตือนหรือข้อความปรากฏบนจอภาพเพื่อแจ้งให้ทราบ หรือหากมิได้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ ข่าวสารนั้นก็จะเก็บไว้ในเครื่องบริการของศูนย์ข้อมูลที่ตนเป็นสมาชิก เมื่อทางฝ่ายผู้รับต้องการทราบว่ามีผู้ใดส่งข่าวถึงตนบ้างก็สามารถดูได้ โดยเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนแล้วใส่รหัสเพื่อเรียกดูจากศูนย์ข้อมูล หรือทั้งสองฝ่ายจะส่งข่าวสารโต้ตอบกันทันทีก็ได้ การรับส่งข่าวสารดังกล่าจะเป็นการสื่อสารที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ทำให้เป็นการประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางติดต่อกันได้เป็นอย่างมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการนำระบบอีเมลมาใช้ในวงการศึกษากันอย่างกว้างขวาง โดยเริ่มโดยการใช้ส่งข่าวสารระหว่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในข่ายงานบิตเน็ต ( BITNET ) ต่อมามีการใช้ในการเรียนการสอนกับผู้เรียนทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัยและผู้เรียนที่อยู่ตามบ้านด้วย
รูปแบบหนึ่งของการใช้อีเมลในการเรียนการสอนก็คือ การอภิปราบกลุ่ม ปกติแล้วการอภิปราบในชั้นเรียนจะเป็นการให้ผู้เรียนได้แสดงออกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนาแนวคิดด้านวิชาการ การอภิปรายจึงเป็นส่วนสำคัญในการเรียนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความคิดของตนอย่างชัดเจนในเรื่องที่เรียนนั้น และนับตั้งแต่คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การใช้อีเมลจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการอภิปรายกลุ่มดังจะเห็นได้จากจัดตั้งกลุ่มอภิปรายขึ้นมามากหลายร้อยกลุ่มในหัวข้อต่างๆ จนทำให้นักศึกษาที่มีความสนใจในการเรียนที่ใช้อีเมลในการอภิปรายเพื่อ
เปลี่ยนบรรยากาศเดิมของการเรียนในชั้นเรียน ให้ใช้อีเมลในการเรียนการสอนโดยครอบคลุมในวิชาต่างๆ เช่น ธุรกิจศึกษา การฝึกเขียน เป็นต้น การสนทนาโดยผ่านทางอีเมลระหว่างผู้เรียนด้วยกันจะคล้ายคลึงกับการอภิปราบในชั้นเรียน นอกจากนี้ การใช้อีเมลยังช่วยขจัดอุปสรรคบางอย่างของกิจกรรที่ทำร่วมกันในชั้นเรียน ที่ผู้เรียนจะต้องมีการเผชิญหน้ากันด้วย การใช้อีเมลจะช่วยให้ผู้เรียนที่ไม่ช่วยให้ผู้เรียนที่ไม่ชอบการพูดอภิปรายในชั้นเรียนหรือผู้ที่ขี้อายไม่กล้าแสดงออกในชั้นเรียนเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้นในการอภิปรายทาง อีเมล
ข้อดีและข้อจำกัด
จากผลงานวิจัยและผลการทดลองของนักศึกษาสหรัฐอเมริกาในการใช้อีเมลเพื่อการเรียนการสอน พบว่า การใช้อีเมลมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด พอสรุปได้
ข้อดี
1. อีเมลเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่เหาะสมในการเรียนรู้ ผู้เรียนที่ใช้อีเมลจะได้คะแนนดีกว่าผู้เรียนที่เรียนจากสื่อธรรมดา
2.อีเมลช่วยขจัดปัญหาในเรื่องของเวลาและระยะทางในการเรียนแบบปกติ เพราะช่วยให้ผู้สอนสามารถติดต่อกับผู้เรียนแต่ละคนหรือกับผู้เรียนทั้งชั้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้สอนอาจจะนั่งที่บ้านและตอบปัญหาของผู้เกี่ยวกับการบ้าน การทำรายงานได้โดยสะดวก
3. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนร่วมกันทั้งชัน ทั้งนี้เพราะในชั้นเรียนปกตินั้นจะมีผู้เรียนเพียงไม่กี่คนที่ตอบคำถามและอภิปรายร่วมกัน แต่ถ้าใช้อีเมลแล้วจะช่วยให้ผู้เรียนที่ขี้อายหรือที่ไม่กระตือรือร้นในการเรียนสามารถเอาชนะความกลัวและกล้าตอบคำถาม ผู้เรียนจะรู้สึกอิสระและกล้าแสดงออกมากกว่าปกติ
4. อีเมลให้โอกาสแก่ผู้สอนในการให้ความรู้แก่ผู้เรียน ทั้งในการศึกษาแบบอิสระและการเรียนรายบุคคลตามความต้องการของแต่ละคน ผู้เรียนสามารถเข้าถึงผู้สอนได้เป็นรายบุคคลและผู้สอนสามารถให้ผลป้อนกลับได้ทันทีในสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเฉพาะโดยไม่ต้องใช้เวลามากกว่าปกติ
5. ผู้เรียนสามารถทำรายงานร่วมกันได้โดยใช้อีเมล เพราะสามารถติดต่อกันได้สะดวกกว่าการนัดพบกันตามปกติ และสามารถติดต่อกับกลุ่มเพื่อนแบ่งปันข้อมูลหรือปรึกษาหารือกันได้ดี
6. การใช้อีเมลในการอภิปราย จะอยู่ในรูปแบบของการบันทึกเป็นข้อความด้วยตัวอักษรโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่เสียเวลาในการจดบันทึกการอภิปราย
7. อีเมลจะใช้ได้ดีที่สุดสำหรับบุคคลที่มีปัญหาด้านการพูด หรือผู้ที่ไม่กล้าแสดงออกในชั้นเรียน
ข้อจำกัด
1. ผู้เรียนบางคนอาจไม่ชอบวิธีการสื่อสารแบบนี้ เพราะทำให้ดูมิใช้เป็นลักษณะของมนุษย์แต่จะเป็นลักษณะของเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ทำให้ไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้เช่นการสื่อสารแบบปกติ
2. เนื่องจากการใช้อีเมลจะไม่มีการเผชิญหน้าระหว่างกัน การใช้อีเมลจึงทำให้ขาดความสัมพันธ์ในด้านสังคมและการแสดงออกด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสนทนาระหว่างกันอย่างหนึ่ง กล่าวคือ การขาดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันได้จนอาจใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพรุนแรง
3. อาจเกิดความสับสนในการอภิปรายทั้งนี้อาจเนื่องจากการอภิปรายตอบโต้ในเวลาที่ต่างกันทำให้เนื้อหาไม่ต่อเนื่องกัน
4. ผู้อภิปรายต้องมีความชำนาญในการพิมพ์และเรียบเรียงเนื้อหา จึงจะทำให้เรื่องที่อภิปรายเป็นไปอย่างราบรื่น

อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทย
ประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ตเป้ฯครั้งแรก พ.ศ 2530 ในลักษณะไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียภาคใต้โดยโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลีย ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการเชื่อต่อแบบสายเชื่อมตรงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร โดยทางออสเตรเลียจะโทรศัพท์เชื่อมเข้าสู่ระบบวันละ 2 ครั้ง การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงในประเทศไทย เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ 2535 โดยสถาบันวิทยาบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาทีจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตของบริษัทยูยูเน็ตเทคโนโลยี ( UUNET Technolgies ) สหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี พ.ศ 2532 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันย่อๆว่า “เนคเทค” ( NECTEC )ได้สนับสนุนให้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีจุดกำเนิดมาจากข่ายงานระหว่างมหาวิทยาลัยภายใต้ชื่อ “ไทยสาร” ( THAISARN : The Thai Social/Scientific , Academic and Research Networt ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานต่างๆ โดยให้บริการแก่อาจารย์ นักศึกษาและนักวิจัยเท่านั้น ต่อมาได้เชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยสมบูรณ์ในปีพ.ศ 2536 และในปี พ.ศ 2538 ประเทศไทยได้เปิดบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพานิชย์เพื่อให้บริการแก่บริษัทเอชนและบุคคลทั่วไป
ข่ายงานไทยสารได้ขยายตัวกว้างขวางขึ้นเป็นลำดับ และมีหน่วยงานอื่นเชื่อมเข้ากับไทยสารอีกหลายแห่ง ในเวลาต่อมาสถาบันอุดมศึกษาซึ่งประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้รวมตัวกันเพื่อแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายวงจรสื่อสารโดยเรียกช่อกลุ่มว่า “ไทยเน็ต” ( THAINET ) ในส่วนของไทนสารเดิมจึงมีสมาชิกเหลือเพียงสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานราชการบางหน่วยเท่านั้น
การใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนของไทย
ถึงแม้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะมีอยู่มากมายหลายรูปแบบก็ตาม แต่ในวงการศึกษาของไทยในขณะนี้ยังมีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอนโดยตรงค่อนข้างน้อยสถาบันการศึกษาส่วนมากทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะใช้อินเทอร์เน็ตในรูปแบบของการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง รวมถึงการสืบค้นสารสนเทศในเวิลด์ไวด์เว็บ การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล การสนทนาในกลุ่มอภิปรายและการขอเข้าใช้ระบบจากระยะไกล ซึ่งเป็นรูปแบบของการใช้งานทั่วๆ ไปมากกว่าการจะนำมาใช้ในบทบาทของการเรียนการสอนที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถของการติดต่อสื่อสารในข่ายงานและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาถูกลงในปัจจุบันทำให้โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งในประเทศไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนได้ทั้งในการศึกษาระบบปิดและการศึกษาทางไกล โดยใช้รูปแบบที่นิยมกันในต่างประเทศ อาทิเช่น
1. การสอนบทเว็บด้วยการบรรจุเนื้อหาบทเรียนลงในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่มเติมหรือทบทวนภายหลังจากเรียนในชั้นเรียนแล้ว ควบคู่ไปกับการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และกระดานข่าว
2. การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ในการส่งเน้อหาบทเรียนไปยังผู้เรียน เมื่อผู้เรียนอ่านบเรียนนั้นแล้วก็สามารถถามคำถามที่ตนสงสัยหรือทำงานตามที่ได้รับมอบหมายส่งกลับไปยังผู้สอนได้ และยังสามารถใช้ในลักษณะของการอภิปรายและการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ด้วย
3. ผู้สอนสามารถั่งงานให้ทำการค้นคว้าในหัวข้อบทเรียนได้จากการสืบค้นสารสนเทศ จากเว็บไซต์ของห้องสมุดแบบเชื่อมตรง ( on - line ) หรือการสั่งให้นำเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนนั้นๆมาเสนอในชั้นเรียนเพื่อประกอบการเรียนได้
4. การสร้างเว็บไซต์ของโรงเรียนหรือสถาบัน เพื่อให้สารสนเทศเกี่ยวกับสถาบันนั้นๆ และเพื่อเป็นที่ที่ผู้สอนสามารถเสนอความรู้ต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้เรียนได้
5. การถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลประเภทต่างๆ มาใช้เพื่อประกอบการเรียนการสอน
6. การสนทนาในเวลาจริงโดยการพิมพ์ข้อความหรือใช้โต้ตอบกันโดยที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่จำเป็นต้องเดินทางมานั่งรวมกันในห้องเรียน
7. การให้ผู้เรียนร่วมในกลุ่มอภิปรายในอินเทอร์เน็ต เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และขายายวิสัยทัศน์ในหัวข้อที่สนใจและสามารถนำสิ่งที่อภิปรายกันนั้นมาใช้ในการเรียนได้
8. การจัดทำโครงการและกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมมือกันในการสร้างบทเรียนเพื่อให้สามารถใช้เรียนร่วมกันได้ รวมถึงการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาระหว่างผู้เรียนและสถาบันด้วย
ในเรื่องการทำโครงการและกิจกรรมบนข่ายงานอินเทอร์เน็ต ในขณะนี้ได้มีสถาบันการศึกษาบางแห่งและหน่วงงานของรัฐบาล ได้ประยุกตใช้ข่ายงานอินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนแล้วตัวอย่างหนึ่งของข่ายงานนี้ ได้แก่ “โครงการ SchoolNet Thailandหรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทยซึ่งเป็นข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อโรงเรียนมัธยมในประเทศไทยเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษณ์รวมทั้งเป็นการดำเนินการตามนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (ไอที – 2000 ) โดยมีวัตถุประสงค์หลักของโครงการ 4 ประการ ดังนี้
1. ช่วยให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด สามารถเข้าถึงข่ายงานอินเทอร์เน็ตและข่ายงานข้อมูลกลุ่มโรงเรียนทั่วโลก
2. เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเอกสาร สื่อการสอน ดรรชนีห้องสมุด ระหว่างโรงเรียนด้วยกันเองและระหว่างโรงเรียนกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
3. ช่วยให้ผู้ใช้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนในระดับโรงเรียน สามารถเข้าถึงศูนย์ข้อมูลต่างๆ และห้องสมุดอินเทอร์เน็ต
4. ช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนในโรงเรียน สามารถติดต่อกับผู้สอนและผู้เรียนในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในระดับโรงเรียนหรือในระดับที่สูงกว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักของโครงการ SchoolNet Thailand จึงเน้นที่การพัฒนาระบบข่ายงานคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อระหว่างโรเรียนและต่อเข้ากับข่ายงานอินเทอร์เน็ต ตลอดจนพัฒนาครูอาจารย์ของโรงเรียนให้มีศักยภาพในการนำความรู้ไปพัฒนางานในโรงเรียน โดยมีขอบเขตของโครงการอยู่ 2 ระยะ คือ
ระยะแรก (พ.ศ 2539) จัดให้มีโรงเรียนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างต่ำ 50 โรงเรียนทั่วประเทศ
ระยะสอง (พ.ศ 2540 – 2541)จัดให้มีโรงเรียนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างต่ำ 100 โรงเรียนเข้าร่วมในโครงการสมความมุ่งหมาย เช่น โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนสาเสนวิทยาลัย โรงเรียนสายน้ำผึ้ง โรงเรียนมัธยมสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นต้น ขณะนี้(19กรกฎาคม 2543) ได้มีโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนสนใจเข้าร่วมในโครงการรวมเป็นจำนวนทั้งหมด 1,723 โรงเรียน
เว็บไซต์ของ SchoolNet Thailand
เราสามารถเข้าสู่เว็บไซต์ของ SchoolNet Thailand ได้ที่
http://www.school.net.th เพื่อสืบค้นข้อมูลข่าวสารสนเทศด้านการศึกษา โดยในโฮมเพจจะเป็นเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับโครงการ SchoolNet ข่าวฝากประชาสัมพันธ์และเว็บไซต์ที่น่าสนใจ คอลัมน์น่าสนใจโดยน้องๆ อาสาสมัครเว็บไซต์สานฝันสำหรับคนที่ชื่นชอบโปรแกรม Linux และจุดเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานต่างๆ ของเนคเทค นอกจากนี้ยังมีกรเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจของหัวข้อใหญ่ 4 เรื่องได้แก่
1. หน้าการศึกษาเป็นการแนะนำเว็บไซต์การศึกษารายสัปดาห์ เยี่ยมชมเว็บโรงเรียน แหล่งข้อมูลทางวิชาการในต่างประเทศ เว็บไซต์น่าสนใจ เช่น สารานุกรมไทย พิพิธภัณฑ์เสียง เป็นต้น และรวมจุดเชื่อมโยงไปยังห้องสมุดต่างๆ
2. รายชื่อโรงเรียน การลงทะเบียนโฮมเพจและรายชื่อโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงนำเสนอโฮมเพจของโรงเรียนต่างๆ
3. บริการให้คำปรึกษา เช่น ข้อมูลเพิ่มเติมทางเทคนิคในการเชื่อมต่อ การสร้างโฮมเพจและการโอนแฟ้มข้อมูล เป็นต้น
4. กิจกรรมในโครงการ ได้แก่ กิจกรรมของ SchoolNet กิจกรรมในประเทศและต่างประเทศ
การใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ประสบผลสำเร็จ
การที่จะใช้อินเทอร์เน็ตในโครงการ SchoolNet ให้ประสบผลสำเร็จในโรงเรียนได้นั้นสิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เพื่อการศึกษาก่อนเพื่อให้ผู้บริหารเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อเสริมการเรียนการสอนเมื่อผู้บริหารเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับแล้วก็จะเป็นแรงผลักดันและสนับสนุนให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนต่อไป และจะเป็นผู้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับการติดตั้งและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย เมื่อโรงเรียนมีการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตแล้ว กลุ่มครูและนักเรียนจะเป็นกลุ่มสำคัญในการผลักดันให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังในการเรียนการสอน โดยการทำกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนอย่างแพร่หลายอย่างเช่น
1. กิจกรรมท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสืบค้นสารสนเทศในหัวเรื่องตามความสนใจของแต่ละคน
2. โครงการ “ห้องเรียนจำลอง” เพื่อให้ผู้เรียนติดต่อกับเพื่อนๆ จากประเทศอื่น เป็นการฝึกภาษาในการติดต่อสื่อสาร การปรึกษาในเรื่องที่เรียน รวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน
3. โครงการ “ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์” เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเผยแพร่ผลงานด้านการศึกษาของตนเองในรูปแบบของสื่อประสม
4. การทำเอกสารประกอบการสอนโดยการใช้ข้อมูลสารสนเทศที่สืบค้นได้จากอินเทอร์เน็ต
5. การอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อให้ความรู้ในการใช้อย่างครอบคลุมกว้างขวาง
6. การจัดทำเว็บไซต์ของโรงเรียนแต่ละแห่งในลักษณะ “โรงเรียนบนเว็บ” เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนทั้งในโรงเรียนนั้นเองรวมทั้งโรงเรียนและสถาบันการศึกษาการศึกษาอื่นๆ สามารถเข้ามาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนได้
7. การประกวดการออกแบบหน้าเว็บเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
8. การจัดทำจุลสารและสิ่งพิมพ์เชื่อมตรงเพื่อเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของโรงเรียน
5. วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
5.1 ศึกษาเอกสารคำสอนเรื่องอินเทอร์เน็ต
5.2 อภิปรายถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทย
5.3 สรุป ผลการอภิปรายบันทึกลงในเอกสาร
5.4 สาธิตการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นข้อมูล
5.5 ฝึกปฏิบัติการสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
5.6 สาธิตการสมัครับบริการส่งข้อมูลทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
5.7 ฝึกปฏิบัติการสมัครับบริการรับ-ส่งข้อมูลทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
5.8 สืบค้นข้อมูลเว็บไซต์ทางการศึกษา เช่น SchoolNet,Nectec
6. สื่อการสอน
6.1 เอกสารคำสอน เรื่อง อินเทอร์เน็ต
6.2 แผ่นโปร่งใสสรุปเนื้อหาเรื่องอินเทอร์เน็ต
6.3 คอมพิวเตอร์ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต
6.4 ตัวอย่างรายชื่อเว็บไซต์ทางการศึกษา
7. คำถามท้ายบท
7.1 ให้นักศึกษาเขียนอธิบายคำถามตามหัวข้อต่อไปนี้ มาให้เข้าใจ
7.1.1 ความหมายและความสำคัญของอินเทอร์เน็ต
7.1.2 ความเป็นมาและการทำงานของอินเทอร์เน็ต
7.1.3 ข้อดีและข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต
7.1.4 อินเทอร์เน็ตทางการศึกษา
7.1.5 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
7.1.6 อินเทอร์เน็ตในวงการศึกษาไทย
7.1.7 เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อโรงเรียนไทย
8. เอกสารอ้างอิง
ก่อ สวัสดิพาณิชย์. “เทคโนโลยีทางการศึกษา” ประวลบทความ้กี่ยวกับนวกรรมและ
เทคโนโลยีการศึกษา, หน้า 83-87 . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2517
ครรชิต มาลัยวงศ์. ก้าวไกลไปกับคอมพิวเตอร์.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด , 2539
________.ทัศนะไอที. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด ,2540
พจนารถ ทองคำเจริญ. “ สภาพ ความต้องการ และปัญหาการใช้อินเตอร์เน็ตในการเรียนการสอนใน สถาบันอุดมศึกษา สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย “ วิทยาลัยนิพนธ์ปริญญามหาบัณทิต ภาควิชาโสตทัศนศึกษา บันฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.
วิจิตร ศรีสอ้าน. “ เทคนิควิทยาทางการศึกษา “ นวกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ,
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว , 2517 , 120-133.
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. SchoolNet : เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เพื่อโรงเรียนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : 2540
ไอน้ำ. (นามแฝง ) “ 18 ปีแห่งความสำเร็จ มสธ.พัฒนาคุณภาพด้วยเทคโนโลยีทันสมัย. “
วารสารการศึกษา. 7,334 ( 23-29 กุมภาพันธ์ 2539 ) , 20-21.
Alessi , Stephen M. and rollip, Stanley R . Computered – Based Instruction. 2 nd red.
New Jersry : Prentice – Hall , Inc .,1989.
Anandam, Kamala and Kelly , J. Terence. “ Evaluaring the Use of Technology in
Education. “Technology and Education. Washington D.C. : Institute for
Educational Leardership, Inc., 1981,126-138
Anglin,GaryJ.,(ed.) Instructional Technology : Past,Present,and Future.Englewood,
Colorado : Libranis Unlimited Inc., 1991.
Apple Computer, Inc. HyperCard Staack Design Guidelines. Massachusetts : Addison-
Wesley Pulishing Company, Inc., 1989.
Association for Educational Communications and Technology (AECT). Educational
Technology : A Glossary of Terms. Washington D.C.: Association for
Educational Communications and Technology, 1977.
Ausburn, Floyd B.and Ausburn, Lynna J. “Visual Literacy : Background,Theory and
Practice.” Programmed Learning and Educational Technology. 15(4,1978),
291-297
Banathy, B.H. Instructional System.Belmont, California : Fearow Publishers, 1968.
Barber, Russell B. “The Role of Space Communications in ETV. “ The Farther Vision :
Educational Television Today, Eduted by Allen E. Korenig and Ruane B. Hill.
Madison : University of Wisconsin Press, 1967,311-319.
Becker, A.D. “ Asurver and Evaluation of Teleconferencing .” Education Technology.
London : Kogan Page, 1978,212-218.
Clark,G.Glossary of CBT/WBT Terms. http;//www.claek. net/pub/nractive/alt5.html.
Coppen, Helen. Aids to Teaching and Learning. Oxford : Pergamon Press, 1974
Cronk, Brian C. Conventional Instruction vs Teaching on the Web : Some Pros & Cons.
http://www.paych.mwsc. Edu/faculty/cronk/research/etli97/index.htm.
Dale, Edgar. Audio – Visual Methods in Teaching.2 ed. New York : Holt, Rinehart
And Winston, 1965.
----------Audio-Visual Methods in Teaching. 3 ed New York : Holt, Rinehart and
Winston, 1969.
Divies, lvor K. Instructional Techniques. New York : McGraw – Hill Book Company,1981.
Davis, Robert H. : Alexander, Lawrence T. : andYelon , Stephen. Learning System
Design : An Approach to the Improvement of Instruction. New York : McGraw –
Hill Book Company, 1974.
Daviss,Bennett. “Grand lllusions “ discover. (June 1990),37 – 41.
December,John ; Randall ; and tatters, Wes. Discover the World Wide Web.
Indianna : San.net Publishing, 1993
D’Souza, Patricia Veascy. “ The Use of Electronic Mail as an Instructional Aid : An
Exploratory Study,” Journal of Computer –Based Instructional. Vol. 183
(Summer 1991) , 106-110.
Duchastel, Philip. A Motivational Framework for Web – Based Instruction.
http;//www.nova.edu/~duchaste/motivate.html.
Dunn, Rita and Dunn, Kenneth. Educators Self – Teaching Guide to Individualizing
Instructional programs. New York: Parker Publishing Company, Inc., 1975.
Encarta Encyclopedia.
http://encarta.man.com.
Fiske,John. Introduction to Communication Studies.London : Methuen&Co.Ltd.,1985.
Finn,James.”Technology and the Instructional Process.” Extending Education
Through Technology, Edited by Ronald McBeth. AECT, 1972, 141 – 160.
Foster, Allan.” Developments in Satellite Communications.” Telecommunications for Information
Managrment and Transfer. Eduted by Mel Collier. Aldershot : Gower Publishing,
Co.Ltd.,1989.
Franchi, Jorge. “ Virtual Reality : An Oerview.” Tech Trends. Vol. 39, 1(Jan/Feb 1994), 23-26.
Gagne, Robert M. and Briggs, Leslie J. Principles of Instructional Design. New York : Holt, Rinehart and Winston, 1974.
---------.Principles of Instructional Design. 2 ed. New York : Holt, Rinehartand Winston, 1979.
Galbraith, John Kenneth. The New Industrial State. Boston : Houghton Mifflin, 1967.
Good, Carter V. Dictionary of Education. 3 ed. New York : McGraw – Hill Book Company, 1973.
Gerlach, V.S.and Ely ,D.P. Teaching and Media : A Systematic Approach. New Jersey :
Prentice – Hall, Inc., 1980.
Grant, August E, (ed) Communication Technology Update. 3 ed. Boston :
Butterworth Heinemann, 1994.
Heinich, Robert, and Others. Instructional Media and Technologies for Learing. 5 ed.
New Jersey : Prentice – Hall,Inc., 1996.
Heinich, Robert, and Others. Instructional Media and Technologies for Learing. 6 ed.
New Jersey : Prentice – Hall,Inc., 1996.
Hofstetter, Fred T., and Others. “Design and Construction of a Multimedia Technology
Cart.” Tech Trends. Vol. 38, 2 (March 1993), 22-24
Horn, Robert E. Mapertext. Massachusetts : The Lexington Institute, 1989.
Huberman, A.M. Understanding Change in Education : An Introduction. Paris; Roland,1973.
Jones, Lorettea L. and Smith, Syanley G. “ Using Interactive Video Courseware.” Tech
Trends. Vol.35, 6 (1990),22-24.
Kanise, Seiichi. “Grand Illusions.” Time. (June 1991), 42.
Kasten, Alex S., and Others. Multimedia and Related Technologies : A Glossry of
Terms. Falls Church, Virginia : Future Systems Inc., 1994.
Kemp, Jerrold E. The Instructional Design Procass. New York : Harper & Row
Publishers. 1985.
Khan, Badruld H. Web – Based Instruction. New Jersey : Educational Technology
Publication, 1997.
Kinzie, Mable B. and Berdal, Richard L. “Design and Use of Hypermedia Systems.”
Educatuonal Technology Research and Development. Vol.38,3(1990),61-68.
Kobler, Ronald D., and Others, eds. PCNovice Guide to the Internet. Vol.4,5, 1996.
Nadeau, Michael. The Byte Guide to CD – ROM. Berkeley : Osborne McGraw – Hill, 1994.
Page,G.Terry and Thomas, J.B. Internatiional Dictionary of Education. London : Kogan
Page, 1977.
Parker,Dana and Starrett, Bob. New Riders’ Gides to CD – ROM. 2 ed. Indiana :
New Riders Publishing, 1994.
Parker, Lorn A. and Olgren, Christine H., comps. Teleconferencing and Electronics
Communications II : Applications, Technologiesand Human Factors. Vol.II.
Madison : University of Wisconsin – Extension,1983.
---------. “PBS Launches Educational ‘Highway in the Sky’ .” Tech Trends. Vol.37,2,
8-10.
Parson, Robert. An Inverstigation into instruction Available on the World Wide Web.
http://www.oise.utoronto.ca/~rparson/out1d.html.
Percival, Fred and Ellington, Henry. A handbook of Educational Technology.
New York : Nichols Publishings company, 1984.
Relan, Auju and Gillani, Bijan B. Web – based Instruction and the Traditional Classroom :
Sumilartes and Differences.
http://uttc-med.utb.edu/6323/summary_ch4.html.
Reveaux, Tony. “Virtual Reality Gets Real.” New Media. Januay 1993,32-35.
Robbins, Stephen P. Organizational Theory : The Structure and Design of
Organizations. New Jersey : Prentice – Hall, 1983.
Rogers, Everett M. Diffusion of Innovations. 3 ed. New York : A Division of Macmillan
Publishing Co., Inc., 1971.
Romiszowski, A.J. Designing Instructional Systems. London : Kogan Page, 1984.
Schramm, Wilbur. “Procedure and Effects of Mass Communication.” Mass Media and
Education. The Fifty – Third Yearbook of the National Society for the Study of
Education, Part II. Eduted by Nelson B.Henry. Chicago : University of Chicago
Press, 1954.
Starrett, Robert and Parker, Dana J. CD-ROM Fundamentals. Massachusetts :
Boyd & Fraser Publishing Company, 1994.
Stevenson, Jim. “Learning by Satellite and Cable.” Developing World Communications.
Taylor, Jim.DVD Dymystified. New York : McGraw – Hill,1997.
University of Wisconsin – Extension.
http://www1.uwex.edu/index.cfm.
Van Horn, Royal. Advanced Technology in Education. California : Brooks/Cole
Publishing Company, 1991.
Wang, Sherwoof and Jonassen, David. “Hypermedia Knowledge Bases.” Media and
Methods. (January/Febrary 1990),16 -17,78 -79.
Websters Dictionry. G.C. Merriamm Co., 1973 and 1994.
Wittich, Walter Arno And Schuller, Charles Francis. Audiovisual Materials : Their Nature
And Use. 4 ed. New York : Harper & Row, 1968.
Worlock, Davit. “Developments in Distance Learning.” Developing World
Communications. London : Grosvenor Press International, 1987,394 – 396.





3 Comments:

  • At 4:52 AM, Blogger eddjones01917290 said…

    i thought your blog was cool and i think you may like this cool Website. now just Click Here

     
  • At 9:52 AM, Blogger dwainhuron7530771670 said…

    Do you want free porn? Contact my AIM SN 'abunnyinpink' just say 'give me some pics now!'.

    No age verification required, totally free! Just send an instant message to AIM screen name "abunnyinpink".

    Any message you send is fine!

    AIM abuse can be reported here.

     
  • At 8:56 AM, Blogger arnoldbrinick42078889 said…

    Get any Desired College Degree, In less then 2 weeks.

    Call this number now 24 hours a day 7 days a week (413) 208-3069

    Get these Degrees NOW!!!

    "BA", "BSc", "MA", "MSc", "MBA", "PHD",

    Get everything within 2 weeks.
    100% verifiable, this is a real deal

    Act now you owe it to your future.

    (413) 208-3069 call now 24 hours a day, 7 days a week.

     

Post a Comment

<< Home